ที่มาคำพูด "กูก็ลูกพระยานาหมื่น" เปิดความหมายที่แท้จริง และใครพูดคนแรก
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เปิดที่มาวลีประโยคฮิต "กูก็ลูกพระยานาหมื่น" หมายถึงอะไร และใครเป็นคนพูดคนแรกในโลกออนไลน์
ในบรรดาวลีเด็ดจากละครไทยย้อนยุคที่กลายเป็นกระแสไวรัลและถูกหยิบมาพูดตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง หนึ่งในประโยคที่ทรงพลังและสร้างความสะใจให้คนดูมากที่สุดคงหนีไม่พ้นคำว่า "กูก็ลูกพระยานาหมื่น" ประโยคตอกกลับสุดเชิดที่แสดงถึงการปกป้องศักดิ์ศรีและประกาศให้รู้ว่าเจ้าตัวก็มีชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
แต่เชื่อว่าหลายคนอาจสงสัยว่า คำว่า "พระยานาหมื่น" ในอดีตนั้นหมายถึงอะไร และทำไมถึงกลายเป็นวลีฮิตติดปาก วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนรอยไขความลับเบื้องหลังประโยคนี้กัน
"พระยานาหมื่น" ทำไมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี
ในระบบสังคมไทยโบราณโดยเฉพาะยุคอยุธยา คำว่า "พระยานาหมื่น" ไม่ใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นคำเรียกขานถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์ระดับ "พระยา" ซึ่งตามระบบศักดินาไทยในสมัยนั้น จะมีการกำหนดตัวเลขศักดินาไว้ที่ 10,000 ไร่
หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าขุนนางเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ดินหมื่นไร่จริงๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลข "นาหมื่น" คือเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้กำหนดสิทธิ หน้าที่ สถานะทางสังคม และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศักดินา ไม่ได้หมายถึงการถือครองที่ดินจำนวนนั้นจริงๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ลูกหลานของขุนนางกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนทายาทผู้มีชาติตระกูลสูงส่ง มีหน้ามีตาในสังคม และไม่ใช่คนธรรมดาที่ใครจะมาดูถูกเหยียดหยามหรือรังแกได้ง่ายๆ
จากบทละครดังสู่วลีฮิตติดปากโซเชียล
สำหรับที่มาที่ทำให้ประโยคนี้กลับมาโด่งดังเป็นพลุแตกและกลายเป็นคำพูดติดปากของคนยุคใหม่ มาจากละครพีเรียดฟอร์มยักษ์อย่าง "บุพเพสันนิวาส" ในฉากที่ตัวละครเอกอย่าง "แม่หญิงการะเกด" ซึ่งรับบทโดย เบลล่า ราณี ใช้ประโยคฟาดกลับสุดเผ็ดร้อนว่า "รังเกียจเดียดฉันท์กูปานนี้ กูก็ลูกพระยานาหมื่น มึงจะให้กูเงียบปากรึ"
ด้วยอินเนอร์ความสตรอง คำพูดที่คมคาย และการใช้สิทธิ์ความเป็นลูกผู้มีชาติตระกูลมาปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ ทำให้ประโยคนี้กลายเป็นไวรัลที่ถูกนำมาใช้แซว ใช้เล่น หรือใช้สื่ออารมณ์ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
